“เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ” นี่คือคำพูดของหลวงพ่อในภาพยนตร์ เรื่อง “15 ค่ำ เดือน 11” หนังที๋โด่งดังเป็นอย่างมาก เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่โด่งดัง เพราะหนังเรื่องนี้ “เล่นของสูง” เอาความเชื่อของชาวจังหวัด “หนองคาย” มาสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่ถ้าสร้างแบบธรรมดา ก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากหรอกครับ แต่นี่กลับสร้างแนว “ลบหลู่” ความเชื่อเลยทำเอาชาวหนองคายด่ากันระงม
ปีนั้นผมก็เดินทางไปดู “บั้งไฟพญานาค” เหมือนกับหลายๆ ปีที่ผมเคยไปกับคนที่บ้านล่ะครับ เพราะว่ามีญาติอยู่ที่นั่น เท่าที่จำความได้ เคยไปดูมาแล้วอย่างน้อย 8 ครั้ง ก็ไปแทบทุกปีล่ะครับ อาศัยที่ว่ามีที่พักอยู่ เลยไม่ต้องมาวุ่นวายเรื่องที่พัก
ผมเดินทางโดย “รถไฟ” ครับ ใช้เวลาเดินทางออกจากสถานีรถไฟ “รังสิต” ในเวลาประมาณ 8 โมงเช้า สู่ดินแดนแห่งบั้งไฟพญานาค ในเวลาประมาณ 18.30 น. โดยประมาณครับ แล้วผมก็นั่งรถของ”ป้า” ซึ่งมารับที่ สถานีรถไฟ เพื่อไปที่บ้านอยู่นอกตัวเมืองไปประมาณ 10 กิโลเมตร ไปถึงบ้านด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรง รู้สึกว่าวันที่เดินทางไปน่าจะเป็นวันศุกร์ครับ ไปถึงวันนั้นก็ไม่มีเวลาจะทำอะไรแล้วก็เลยนอนพักผ่อน
ตื่นมาอีกวันหนึ่งผมได้รับประทานอาหารเช้าซึ่งเขาเตรียมไว้ให้ ก็กินอาหารแบบของเขาล่ะครับ ข้าวเหนียว และกับข้าวอีกมากมายหลายหลาก ก่อนที่จะนั่งรถ “มอ’ไซค์” ของพี่ที่อยู่ที่นั่น เข้าไปในเมืองเพื่อไปหาอะไรทำ คนที่นั่นเขาใช้มอเตอร์ไซค์ เป็นพาหนะในการเดินทางเป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าทุกบ้านจะมีมอเตอร์ไซค์ บ้านป้าผมมีมอเตอร์ไซค์ 3 คัน และรถยนต์อีกหนึ่งคัน แต่เจ้า 2 ล้อทั้ง 3 คันน่ะ 2 ใน 3 คันนั้น อายุของมัน ยืนยาวมากว่า 8 ปี ส่วนอีกคันของพี่ คันนั้นเขาเพิ่งถอยออกมาจากร้าน
เมื่อเข้าไปในเมือง ก็ไปหาอะไรทาน ของกินเยอะแยะมากครับ พอทานเสร็จก็นั่งรถตะลอนไปทั่วเมือง เวลา 9 โมงเช้าก็กลับบ้านของคุณป้า ที่นั่นไม่มีทั้ง คอม และ เกมส์ ครับ ว่าแล้วพี่คนเดิมซึ่งเป็นลูกของคุณป้าที่อยู่ที่นั่น ก็เดินไปคว้าเบ็ดตกปลามา 2 อัน แล้วก็ไปหยิบ กล่องใส่ “เหยื่อ” แล้วก็เอาขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ก่อนจะเรียกผม “เฮ้ย ไอ้อาร์ต ไปตกปลากัน” ผมก็ไม่รอช้าครับ รีบหาเสื้อคลุม และหมวกมาสวมแล้วก็หยิบเบ็ดที่พี่ส่งให้ขึ้นคร่อม มอเตอร์ไซค์ ไปตกปลาที่หนองน้ำแถวๆ นั้น ระหว่างตกปลาพี่ผมก็นั่งรอนอนรอ จนได้ปลามาเยอะเหมือนกันแหละ ส่วนผมน่ะเหรอ จำได้ว่านั่งอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ได้มาแค่ 5 ตัว
เมื่อเวลาผ่านไปอย่างไม่รีรอใคร ผมก็เลยบอกพี่ให้นอนรออยู่ก่อน ว่าแล้วผมก็ควบมอเตอร์ไซค์คันเดิม ตะบึงไปเอา กีต้าร์ เก่าๆ และหนังสือเพลงมาที่ริมหนองน้ำแห่งนี้ โดยให้พี่ผมเป็นคนเล่นให้ (ตอนนั้นยังเล่นกีต้าร์ไม่เป็น)
เวลา 4 โมงเย็น พี่ผมก็เก็บข้าวเก็บของ เก็บปลาที่ตกได้ โดยที่ผมนั้น หอบของรุงรังเต็มตัว กลับไปบ้านและก็เอาปลาที่ได้มาไปให้ลุง ลุงคนนี้เป็นคนที่ทำกับข้าวได้อร่อยมากๆ และระหว่างรอผมก็ได้ฤกษ์อาบน้ำคลายร้อนและเปลี่ยนเสื้อผ้าไป “ริมหาด” กับพี่ชายคนเดิม เอ่อ จะเรียกพี่ชายๆ อย่างงี้ก็ขี้เกียจพิมพ์ครับ ชื่อพี่เขาชื่อ “พี่ต่อ” ผมนั่งรถของพี่ต่อไปที่หาด ซึ่งอย่าเพิ่งหาว่าผมขี้โม้นะ เพราะหาดที่นี่ไม่ใช่หาดของทะเลครับ เป็นชายหาดของ “แม่น้ำโขง” บ่อเกิดบั้งไฟพญานาคอันเลื่องลือ ผมก็ได้ไปนั่งที่ร้านอาหารของญาติๆ ของคุณป้าเขาแหละครับ ที่ขายอยู่ที่นั่นซึ่งเขาก็เลี้ยงไม่อั้น ทำเอาผมอิ่มแปร้ และก็ได้เวลาไปนั่งดูผู้คนเล่นน้ำกันที่ริมหาด ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับ “สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว” พี่ต่อ ก็ไปนั่งจู๋จี๋กับแฟนเขาที่ริมหาดล่ะครับ แฟนเขาก็ถือว่าโอเคเลยแหละทั้งหน้าตาและรูปร่าง ผมก็ได้แต่นั่งดูเขาจู๋จี๋กัน เห็นแล้วอิจฉาว่ะ อิอิอิ
เมื่อถึงเวลา 20.00 น. ผมได้เดินทางถึงที่พำนักพร้อมมาอาบน้ำอีกรอบ แล้วก็โซ้ยข้าวเย็น และก็นั่งนอนร้องเพลงอยู่แถวนั้นแหละครับ ลุงเขาเอาเครื่องเสียงชุดใหญ่ออกมาต้อนรับ และประมาณ 3 ทุ่ม ผมก็มาเปิดทีวีดูฟุตบอล แต่ที่บ้านป้าผม ไม่ได้ติด ยูบีซี หรือ เคเบิล ห่..เหวอะไรทั้งสิ้น แต่ที่ดูได้ เพราะอะไรน่ะรึ ?? เพราะที่นั่นสามารถรับช่องของประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง ลาว หรือแม้แต่ “เขมร” ได้ ก็เลยหวานสิครับ บอลก็มีให้ดูแบบสบายใจ หุหุ นัดนั้นถ้าจำไม่ผิดนะรู้สึกจะเป็นนัดแจ้งเกิดของ “เวย์น รูนี่ย์” ด้วย เมื่อเขาลงมายิงประตูดับอาร์เซน่อลได้สำเร็จ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รู้สึกจะทำได้แค่ เสมอกับ ฟูแล่ม 1 – 1
แล้ววันที่รอคอยก็มาถึงครับ วันนี้เป็นวันที่บั้งไฟพญานาค จะผุดขึ้นมาจากแม่น้ำโขง ผมและทุกคนในบ้านออกเดินทางด้วยรถกระบะไปสู่ อำเภอโพนพิสัย ที่ท่าน้ำวัดไท ระหว่างทางนั้นรถติดอย่างโกลาหล คนมากมายจากทั่วทุกสารทิศต่างทยอยเดินทางเข้าสู่ อำเภอโพนพิสัย และอำเภอต่างๆ ที่จะมีปรากฏการณ์ บั้งไฟพญานาค ผมเดินทางไปถึงก็ 3 โมงเย็นล่ะ ก็ไปไหว้พระกันก่อนและก็เดินเล่นอยู่แถวนั้น ผมเดินไปกับพี่ต่อพี่ชายสุดที่รักอีกล่ะครับ แต่ผิดตรงที่ว่าพี่ต่อควงแฟนสาวมาด้วย ผมเลยดูเหมือนเป็น “ก.ข.ค.”
เวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเสียงฟ้าร้องโครมครามและเมื่อหันมองตามแม่น้ำไปทางซ้าย ฝนก็ตกกระหน่ำลงมาอย่างหนัก แต่ทุกคนก็ยังคงปักหลักที่จะคอยดูปรากฏการณ์ 1 ปีมีหนเดียวอย่างไม่ท้อถอย และในที่สุดสิ่งที่ทุกคนรอคอยก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าคนหลายหมื่น ลูกไฟดวงเล็กสีแดงได้ลอยขึ้นจากกลางลำน้ำโขง และลอยหายไปในอากาศ ท่ามกลางเสียงเฮ ดีใจของทุกคนที่มาเฝ้าคอยชม แต่พายุฝนก็ยังโหมกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลดละ และเมื่อผมได้เห็นบั้งไฟพญานาคไปประมาณ 50 กว่าลูก ก็ได้เดินทางกลับบ้าน ซึ่งตอนที่จะกลับน่ะ รถที่จะมาดูบั้งไฟก็ยังติดแหง็ก จนเดินทางกลับบนเส้นทางหลักไม่ได้ ต้องกลับไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นทางอ้อม แต่ทำไงได้เขาให้ไปทางนี้ได้ทางเดียวก็ต้องไปล่ะวะ ระหว่างทางฝนก็ยังตกกระหน่ำไม่ลดละ ลุงผมที่เป็นตำรวจก็ได้วอ หาเพื่อนว่าทางไหนไปไหน จนในที่สุดก็เดินทางถึงบ้านในเวลาประมาณ ตี 3 ไม่ได้อาบน้ำล่ะครับ มาถึงสลบคาพื้นบ้านเลยสำหรับไอ้กะผม
ตื่นมาอีกทีก็ล่อไป 9 โมงเช้า ก็มานั่งโซ้ยข้าวก่อนที่จะไปอาบน้ำ แล้วก็ใช้ชีวิตในวันนี้อย่างสุดมันส์ ทั้งไปเล่นน้ำที่หาด และก็ไปเล่นเกมส์ในเมือง เพราะนี่ก็เป็นวันสุดท้ายแล้วเพราะว่าพรุ่งนี้ก็จะกลับกรุงเทพฯ และวันสุดท้ายก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมตื่นขึ้นมาในเช้าของอีกวันหนึ่ง ก่อนที่จะเก็บข้าวของเดินทางกลับด้วยรถไฟเหมือนเดิม และกลับถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
และแล้วก็จบการย้อนรอยอดีตของผมเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คราวหน้าก็จะมาเขียนถึงเรื่องนี้อีกครับ แต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้นก็ติดตามกันเอา วันนี้ไปแล้ว สวัสดี
ซาอุดรฯ
2001-2024 RED ARMY FANCLUB Official Manchester United Supporters Club of Thailand. #ThaiMUSC